chơi xổ số keno trực tuyến

chơi xổ số keno trực tuyếnLiên kết đăng nhập

ระบบ ERP มีส่วนประกอบอะไรบ้าง [รู้ครบใน 5 นาที]

mins read   1stCraft Team

หลายคนคงทราบเกี่ยวกับระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planing แล้วว่าเป็นระบบสำหรับวางแผนการจัดการทรัพยากรอย่างครอบคลุม สามารถทำงานได้หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งความยืดหยุ่นในการทำงานนี้ก็มาจากส่วนประกอบภายในของระบบนั่นเอง บทความนี้จะมาอธิบายว่าในระบบ ERP ประกอบด้วยอะไรบ้าง ทำไมจึงทำงานได้รอบด้านขนาดนี้

ส่วนประกอบของระบบ ERP

ระบบ ERP จะสามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อยได้ 6 ระบบหลักๆ และในระบบนั้นๆ ก็จะประกอบด้วย
ฟังก์ชั่นแยกย่อยแตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ระบบบริหารทรัพยากรการผลิต(MRP)
  2. ระบบบริหารจัดการทรัพยากรการเงิน (FRM)
  3. ระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)
  4. ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM)
  5. ระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM)
  6. ระบบอื่นๆ ที่สามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับธุรกิจทุกรูปแบบ

1.ระบบบริหารทรัพยากรการผลิต(MRP)

ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรการผลิต หรือเรียกง่ายๆ ว่าระบบจัดการการผลิตสินค้าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ ERP กลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องมีการจัดการในโรงงานอย่างเป็นระบบ มีความละเอียดสูง โดยการจัดการทรัพยากรการผลิตจะถูกซอยย่อยออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น ERP จะเป็นตัวรวบรวมข้อมูลทุกอย่างและจัดเก็บลงใน Database เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการวิเคราะห์ (Analyze) ข้อมูล เพื่อส่งไปให้ฝ่ายขายหรือฝ่ายจัดซื้อ เพิ่มความเสถียรของการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอีกด้วย

2.ระบบบริหารจัดการทรัพยากรการเงิน (FRM) 

ความคุ้มค่าของธุรกิจย่อมขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่ไหลเวียนเป็นหลัก ERP เองก็เห็นจุดนี้สำคัญ จึงมีการเพิ่มระบบจัดการการเงินด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เพียงการเก็บข้อมูล ซื้อ ขาย แต่ยังมีการจัดการบัญชีที่แบ่งแยกหมวดหมู่ต่างๆ ออกจากกัน และสามารถตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดได้ด้วยการเรียกดูแค่ครั้งเดียว โดยจะเน้นหนักไปใน “ความคุ้มค่า” ของการลงทุน ว่าลงทุนในสินค้าตัวนี้ มากน้อยเกินไปหรือไม่ รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะ น้ำไฟ แล้วได้กำไรมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะคำนวณเป็นต่อหน่วยการผลิต หรือคำนวณแบบองค์รวมก็ได้เช่นกัน 

3.ระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)

ขายดี ขายได้ หากอยากทราบว่าลูกค้าคนไหนมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเรา CRM คือคำตอบครับ เพราะระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า จะทำการ Track ข้อมูลต่างๆ และทำการคำนวณว่าบุคคลเหล่านี้กำลังสนใจสินค้า บริการแบบไหน  โดยระบบ CRM อาจดำเนินการต่อไปเพื่อสนับสนุนการขาย เช่น การนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่กลุ่มลูกค้านั้นๆ กำลังสนใจ (Remarketing) เพื่อทำให้เค้ากลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

4.ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM)

ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain คือตัวกำหนดความก้าวหน้าโดยองค์รวมของธุรกิจ ระบบบริหารจัดการนี้จึงเน้นในการตรวจสอบและคาดคะเนว่า การผลิตของเรา มาก น้อย เกินไปอย่างไร และลูกค้ามีโอกาสจะซื้อสินค้าตัวไหนเพิ่มขึ้นในอนาคต

ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทานนี้จะเชื่อมโยงโดยตรงไปถึงระบบการจัดการทรัพยากรการผลิต เพื่อประเมินการบริหารจัดการทรัพยากรว่าดีแล้ว หรือต้องเปลี่ยนแปลงตรงไหนบ้าง ให้การผลิตสินค้าและบริการของเราเติบโตขึ้นได้ในอนาคต

5.ระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM)

อีกส่วนสำคัญของระบบที่ขาดไม่ได้คือการจัดการบุคคลากรนั่นเอง ที่จะทำหน้าที่ประเมินบุคลากรในบริษัท ว่าทำงานได้มากน้อยแค่ไหน ตรงตามเป้าหมายหรือไม่ ผ่านทางการวัดผลจากฐานข้อมูลที่กำหนดไว้ ซึ่งในระบบอาจรวมไปถึงการตรวจสอบข้อมูลบุคลากรเพื่อการว่าจ้างพนักงานใหม่ เทรนพนักงาน ประเมินเงินเดือน ไปจนถึงการโยกย้ายหน้าที่ในฝ่ายต่างๆ ตามความเหมาะสม

6.ระบบอื่นๆ ที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับธุรกิจทุกรูปแบบ (Customisation)

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือจุดเด่นและประโยชน์สูงสุดของระบบ ERP คือการปรับแต่งให้เข้ากับธุรกิจของคุณนั่นเอง เพราะในแต่ละบริษัทย่อมมีระบบการทำงานไม่เหมือนกันถูกไหมครับ? เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า ระบบการขนส่ง ระบบการบันทึกขนาดสินค้า ระบบการจำแนกสินค้า และอื่นๆ อีกมากมาย 

ด้วยการทำงานที่แตกต่างนี้เอง เราจึงควรปรับแต่งระบบ ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด หากไม่แน่ใจว่า ERP จะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้หรือไม่ ปรึกษาเราได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ 🙂
chơi xổ số keno trực tuyếnLiên kết đăng nhập

การทำงานโดยรวมของระบบ ERP 

ถึงการทำงานต่างๆ จะดูซับซ้อน แต่แท้จริงแล้วหลักการทำงานของ ERP กลับเน้นความเรียบง่ายในการส่งข้อมูล ลดความยุ่งยากในการทำงาน

การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บลงใน Database หลัก และมีการดึงออกมาใช้งานได้ตามการอนุญาตของฝั่งบริหาร ซึ่งในทุกๆ ฝ่ายจะถือข้อมูลเดียวกัน ไม่มีการวางข้อมูลซ้ำซ้อนเพื่อให้เกิดความสับสน สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่แบ่งแยกข้อมูลเก็บกันคนละที่ คนละหน่วย

สิ่งสำคัญคือด้วยความก้าวหน้าของการทำงานในปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลทุกอย่างใน Database จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบ Real-Time และมีการอัปเดตเข้าระบบในทันทีเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ เช่น ฝ่ายบัญชีสามารถรับรู้จำนวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ฝ่ายการผลิตต้องการได้ทันที และสามารถดำเนินการสร้างเอกสารได้โดยไม่ต้องมีการยื่นเรื่องให้วุ่นวาย

วางแผนการทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ERP

นอกเหนือจากความสะดวกต่อการตรวจสอบและความง่ายต่อการทำงานแล้ว การทำงานของระบบ ERP ยังเอื้อความสะดวกแก่ฝ่ายวางแผนได้เป็นอย่างมากอีกด้วย 

แทนที่จะดำเนินการสรุปรวบยอดในแต่ละเดือน ฝ่ายวางแผนอาจดำเนินการตรวจสอบเป็นหลักสัปดาห์ หรือวันต่อวัน ด้วยข้อมูลที่อัปเดตอย่างสม่ำเสมอ และวางแผนการผลิต จัดโปรโมชั่น ไปจนถึงการจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ ด้วยการดำเนินการอย่างรวดเร็วทันเวลา จะทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

สรุป

มาจนถึงตอนนี้คงเห็นแล้วนะครับว่าระบบ ERP มีความครอบคลุม สามารถใช้งานได้หลากหลายขนาดไหน หลายคนอาจมองว่า ระบบที่มีความละเอียดเยอะแบบนี้ จะนำมาปรับใช้ได้จริงหรอ? ต้องขอตอบเลยครับว่า บริษัทในปัจจุบันแทบจะใช้ ERP กันหมดแล้ว เพราะ ERP สามารถปรับแต่งให้ตอบโจทย์ธุรกิจคุณได้  เพียงคุณต้องมีการประเมินการทำงานว่าจะใช้ระบบดังกล่าวในส่วนใดบ้าง ต้องการเน้นระบบใดเป็นสำคัญ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเลือก และบริหารจัดการระบบ ERP ของตัวเองได้อย่างคุ้มค่าแล้วล่ะครับ หากคุณเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใช้โปรแกรม Excel ในการบันทึกข้อมูลอยู่ เราเชื่อว่าระบบ ERP จะช่วยให้การทำงานคุณง่ายขึ้นจนผู้ประกอบการต้องยิ้มออกแน่นอนครับ 🙂

สนใจบริการ ERP ปรึกษาฟรี แถม Unlimited Users 

chơi xổ số keno trực tuyếnLiên kết đăng nhập
fun88 casino net cách chơi keno trực tuyến game đánh bài baccarat baccarat quốc tế sòng bài trực tuyến